19 สิงหาคม 2562 รัฐบาลไต้หวันมุ่งมั่น ‘พลังงานสะอาด’ เอกชนรับโอกาสเดินหน้าสร้างธุรกิจ

ที่มา: https://greennews.agency/?p=19279
แม้ไต้หวันจะเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมอันดับต้นๆ ของโลก แต่หนึ่งในปัจจัยสำคัญต่อภาคการผลิตอย่าง “พลังงานไฟฟ้า” กลับมีความเปราะบาง เพราะที่ผ่านมาทรัพยากรที่ถูกนำมาใช้เพื่อผลิตไฟฟ้าในไต้หวันกว่าร้อยละ 98 ต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศ โดยมีสัดส่วนหลักมาจากการนำเข้าน้ำมัน ตามมาด้วยถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ และพลังงานนิวเคลียร์ หนึ่งในทางออกสำคัญที่รัฐบาลไต้หวันมุ่งมั่น คือการผลักดันนโยบายพลังงานสีเขียว (Green Policy) ซึ่งมีเป้าหมายหลักในการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาพัฒนา โดยจะเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนให้ได้ร้อยละ 20 จากปัจจุบันที่มีอยู่ราวร้อยละ 5 พร้อมทั้งนโยบายที่จะทำให้ไต้หวันปลอดจากพลังงานนิวเคลียร์ภายในปี 2025 ไม่เพียงเพื่อการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน แต่รัฐบาลยังตั้งเป้าเพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยมีกฎหมาย Greenhouse Gas Reduction and Management Act หรือ GHG Act ที่จะลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงภายในปี 2025, 2030 และ 2050 ให้ได้ร้อยละ 10, 20 และ 50 ตามลำดับ นับจากฐานปี 2005 ที่ผ่านมารัฐบาลไต้หวันผลักดันแผนส่งเสริมการใช้แผงพลังงานแสงอาทิตย์ หรือโซลาร์เซลล์ ระยะ 2 ปี ซึ่งได้บรรลุเป้าหมายด้วยตัวเลขพลังงานไฟฟ้าที่สร้างได้แล้วมากถึง 1.52 กิกะวัตต์ (GW) และมุ่งหน้าต่อสู่การผลักดันพลังงานลม โดยวางแผนส่งเสริมระยะ 4 ปี ที่มีเป้าหมายเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมให้ได้ 5.5 GW ภายในปี 2025 ซึ่งชายฝั่งภาคตะวันตกของไต้หวันมีศักยภาพสูงสำหรับภารกิจนี้ จากมาตรการภายในหลากหลายส่วน ต่างผลักดันให้ผู้ประกอบการเอาจริงเอาจังกับการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น ล่าสุดคือกฎหมายการพัฒนาพลังงานหมุนเวียน 2019 หรือ The Renewable Energy Development Act (REDA) ได้กำหนดให้ผู้บริโภคที่ใช้ไฟฟ้ามากกว่า 800 กิโลวัตต์ (kWp) ขึ้นไป จะต้องติดตั้งหรือซื้อไฟฟ้าที่มาจากพลังงานหมุนเวียนอย่างน้อยร้อยละ 10 เฉพาะข้อกำหนดดังกล่าว มีการประเมินว่าจะสร้างความต้องการพลังงานหมุนเวียนที่สูงราว 16 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง (TWh) หรือเทียบเท่ากับการติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์รวม 12 GW อย่างไรก็ตามหากเทียบกับความต้องการพลังงานไฟฟ้าในภาพรวมกว่า 40 GW ต่อวัน ประกอบกับเสถียรภาพของพลังงานหมุนเวียน บริษัทการไฟฟ้าไต้หวัน หรือ Taipower Company (TPC) ได้ตั้งเป้าหมายในการสร้างระบบกักเก็บพลังงาน หรือ Energy Storage System (ESS) ขนาด 590 เมกะวัตต์ (MW) เพื่อตอบสนองการใช้พลังงานหมุนเวียนที่มากขึ้น หนึ่งในผู้เล็งเห็นโอกาส คือบริษัท MOBILETRON ที่มีผลงานการผลิตแบตเตอรี่คุณภาพสูงใช้ในยานยนต์ไฟฟ้าชื่อดังอย่าง Nissan Leaf โดยปัจจุบันบริษัทมีเทคโนโลยีแบตเตอรี่แบบลิเธียมไอออนขนาด 48V ทดแทนแบตเตอรี่แบบตะกั่ว-กรด และนำไปใช้ในกับยานยนต์ไฟฟ้าขนาดใหญ่ ทั้งรถเมล์ เรือ หรือรถบรรทุก โดยบริษัทพัฒนาและวิจัยรถเมล์ไฟฟ้าเป็นเจ้าเดียวในไต้หวันที่ผ่านเกณฑ์การประเมินรับการสนับสนุนจากรัฐบาลทุกข้อ ซึ่งปัจจุบันให้บริการมากกว่า 100 คันทั่วไต้หวัน ในส่วนของแบตเตอรี่เพื่อใช้งานเป็น ESS ในอาคาร ที่นี่มีการออกแบบตู้ควบคุมแบตเตอรี่ไว้ตั้งแต่ขนาดเท่าตู้เสื้อผ้า ความจุ 23.5 กิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) เพื่อใช้ในครัวเรือน ไปจนถึงขนาดตู้คอนเทนเนอร์ ที่มีความจุมากถึง 2.23 เมกะวัตต์ชั่วโมง (MWh) สำหรับการใช้ในอาคารขนาดใหญ่ไปจนถึงสถานีชาร์จยานยนต์ไฟฟ้า โดยบริษัทนี้มองส่วนแบ่งการตลาด ESS ไว้ประมาณร้อยละ 10 อีกหนึ่งบริษัทที่ลุยตลาด ESS คือ Formosa Battery บริษัทที่แตกแขนงจาก Formosa Plastics Group หรือ FPG หนึ่งในกลุ่มธุรกิจเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในไต้หวัน ที่ก้าวเข้ามาคิดค้นและพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่นับแต่ปี 2012 จนภายหลังได้ออกมาเป็นเทคโนโลยี Formosa LFPO Smart Power แบตเตอรี่ที่มีความเสถียรและช่วยยืดอายุของอุปกรณ์ไฟฟ้า ซึ่งถูกนำมาใช้ในระบบ ESS ของบ้านเรือนด้วยเช่นกัน ไม่เพียงในส่วนของแบตเตอรี่เท่านั้น แต่ FPG ยังมุ่งหาทางออกด้านพลังงาน ด้วยระบบการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีบริษัทลูกอย่าง NAN YA PHOTONICS ที่ให้บริการออกแบบระบบไฟ LED ตั้งแต่การออกแบบผังไฟ การติดตั้ง ไปจนถึงบริการหลังการขาย ซึ่งผลงานการเปลี่ยนระบบไฟ LED ที่ผ่านมาพบว่าช่วยลดการใช้พลังงานได้มากถึงร้อยละ 75 สำหรับเทคโนโลยีด้านโซลาร์เซลล์ หลายบริษัทของไต้หวันก็ได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เช่น SinoGreenergy บริษัทชั้นนำด้านพลังงานแสงอาทิตย์ของไต้หวัน ที่สามารถเข้าประมูลโครงการของรัฐบาลไปแล้วกว่า 300 MW ภายใน 2 ปี ได้มีการริเริ่มนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาใช้ในการบริหารจัดการพลังงานแสงอาทิตย์ โดยการพยากรณ์การใช้พลังงานและตรวจหาความผิดพลาด พร้อมทั้งความสามารถในการเรียนรู้เพื่อปรับระบบ ซึ่งพบว่าสามารถช่วยเพิ่มการผลิตไฟฟ้าได้ราวร้อยละ 1.8 – 4.9 ขณะที่ United Renewable Energy หรือ URE บริษัทยักษ์ใหญ่ที่เกิดจากการรวมตัวของ 4 บริษัทด้านพลังงานแสงอาทิตย์ในปี 2018 ซึ่งมีโครงการและยอดขายแผงเซลล์แสงอาทิตย์ทั่วโลกรวมกว่า 569 MW และอีก 900 MW ที่อยู่ระหว่างดำเนินการ โดยเป็นบริษัทที่ได้รับรางวัล Taiwan Excellent PV Award ติดต่อกัน 6 ปีซ้อน จากการลงทุนในการวิจัยและพัฒนาแผงโซลาร์เซลล์ ในเดือนมีนาคม 2019 บริษัทแห่งนี้ได้มีการเปิดตัวแผงโซลาร์เซลล์รุ่นใหม่ PEACH 400 W series ที่สามารถให้พลังงานขั้นต่ำ 400 วัตต์ต่อแผง กลายเป็นผลิตภัณฑ์แผงโซลาร์เซลล์ประสิทธิภาพสูงอันดับหนึ่งของบริษัท เหมาะกับการใช้ในโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งช่วยลดต้นทุนอุปกรณ์ในระบบและเพิ่มผลผลิต ในขณะเดียวกันยังลดอัตราการใช้ประโยชน์ที่ดินได้ด้วย เช่นเดียวกับ Taiwan Solar Energy Corporation หรือ TSEC บริษัทผลิตแผงโซลาร์เซลล์ และรับเหมาวิศวกรรมและระบบไฟฟ้า (EPC) ที่มีการออกแบบนวัตกรรมแผงโซลาร์เซลล์เพื่อใช้งานอย่างหลากหลาย ทั้งแบบที่ใช้บนหลังคา ในชื่อ Aegis R-type แบบที่ใช้บนผืนน้ำในชื่อ Aegis W-type และแบบที่ใช้กับน้ำทะเลในชื่อ Aegis M-type เนื่องจากไต้หวันเผชิญกับพายุไต้ฝุ่นบ่อยครั้ง TSEC จึงคิดค้นและออกแบบระบบการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เพื่อต้านทานลม โดยสถาบันวิจัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม หรือ Industrial Technology Research Institute (ITRI) ได้นำกลไกการติดตั้งนี้เป็นมาตรฐานการออกแบบให้โครงการของภาครัฐทั้งหมด ด้าน Power Master Group อีกหนึ่งบริษัท EPC ขนาดใหญ่ที่สุดในไต้หวัน มีการติดตั้งโซลาร์เซลล์รวมแล้วกว่า 336 MW โดยเป็นแบบโซลาร์รูฟท็อป 280MW แบบติดตั้งบนพื้นดิน 5 MW แต่ส่วนที่น่าสนใจคืออีก 51 MW ที่เหลือ มีการติดตั้งในรูปแบบโซลาร์ฟาร์มเกษตร หรือ Agrivoltaic Farms ซึ่งดำเนินการไปแล้วกว่า 140 แห่ง โซลาร์ฟาร์มเกษตรนี้ คือแนวทางการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ที่ผนวกเข้ากับพื้นที่เพาะปลูกทางการเกษตร ซึ่งสามารถออกแบบการติดตั้งเพื่อกำหนดอัตราการลอดผ่านของแสงที่แตกต่างกัน ตามความต้องการของพืชที่จะทำการเพาะปลูกแต่ละชนิด โดยอาจปรับให้แสงลอดผ่านได้เพียงร้อยละ 0-10 เพื่อใช้ในการเพาะเห็ดต่างๆ ไปจนถึงในระดับมากกว่าร้อยละ 50 เพื่อใช้ในการปลูกพืชเกษตรชนิดต่างๆ สำหรับผลผลิตทางการเกษตรที่ได้จากแปลงเหล่านี้ บริษัทยังทำการส่งขายสู่ตลาดภายใต้แบรนด์ SOLGREEN มีจุดขายเป็นผลิตภัณฑ์ปลอดสารพิษและดีต่อสุขภาพ ที่เกิดขึ้นภายในแปลงเกษตรประหยัดพลังงานและคาร์บอนต่ำ ภาพของกิจกรรมความก้าวหน้าด้านพลังงานหมุนเวียนเหล่านี้ คือส่วนหนึ่งที่จะปรากฏในงาน Energy Taiwan 2019 ที่สภาส่งเสริมการค้าและการส่งออกไต้หวัน (TAITRA) และ SEMI เตรียมจัดขึ้นระหว่างวันที่ 16-18 ตุลาคม 2019 เพื่อจัดแสดงนิทรรศการซึ่งผนวกพลังงาน 4 สาขาหลักที่น่าสนใจ ได้แก่ แสงอาทิตย์ ลม ไฮโดรเจน และระบบกักเก็บพลังงาน โดยคาดหวังว่าโฉมหน้าของพลังงานหมุนเวียนเหล่านี้ จะสร้างโอกาสทางธุรกิจมากมาย ผ่านนิทรรศการและเวทีเสวนาที่เชื่อว่าจะดึงดูดคนในแวดวงเข้าร่วมกว่า 10,000 รายทั้งในและต่างประเทศ